บทที่ ๑๓

Errors in Tenses (1)

  1).  มักจะใช้ Tense ปะปนกันภายในหนึ่งประโยค เช่น

                ไม่ใช้ :  They asked him to be captain, but he refuses.
                ใช้     :  They asked him to be captain, but he refused.
                            พวกเขาขอร้องให้เขาเป็นกัปตัน แต่เขาปฏิเสธ

          คำอธิบาย : ถ้าเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่เป็นอดีต ประโยคที่เชื่อมกันต่อไปจะต้องเป็น Past Tense ทั้งหมด
 

        2).  มักจะลืมเติม "s" กับประธานเอกพจน์ บุรุษที่ 3

                ไม่ใช้ :  He walk to school everyday.
                ใช้     :  He walks to schools everyday.
                            เขาเดินไปโรงเรียนทุกวัน

          คำอธิบาย : ใน Present Simple Tense กริยาที่ใช้กับประธานเอกพจน์ บุรุษที่ 3 ( He, She, It ) จะต้องเติม "s" เสมอ
                                  ( ข้อนี้เป็นข้อที่คนไทยมักจะลืมมากที่สุดครับ!!! )
 

        3).  มักใช้ "as if" หรือ "as though" ในรูปของ Present Tense

                ไม่ใช้ :  John talks as if/as though he knows everything.
                ใช้     :  John talks as if/as though he knew everything.
                            จอห์นพูดประหนึ่งว่าเขารู้ไปเสียทุกอย่าง

          คำอธิบาย : ถ้ามีวลี "as if" หรือ "as though" ( ประหนึ่งว่า ) ในประโยค จะต้องตามด้วย Past Tense เสมอ
                                 ถ้าในกรณีที่กริยาที่ตามหลังเป็น Verb to Be จะต้องใช้ "were" เสมอ



        4).  มักจะใช้ "if" ในรูปของ Future

                ไม่ใช้ : If he will ask me, I shall stay.
                ใช้     : If he asks me, I shall stay.
                           ถ้าเขาขอร้องฉัน ฉันก็จะอยู่

          คำอธิบาย : If Clause แบบ Future Possible นั้น ถ้าเป็น Present Tense ประโยคอีกประโยคหนึ่งจะต้องเป็น Future
 

        5).  มักจะใช้ประโยค Future ใน Clause of time

                ไม่ใช้ :  I shall see you when I shall come back.
                ใช้     :  I shall see you when I come back.

          คำอธิบาย : ถ้าประโยคหลัก ( Principle Clause ) เป็น Future กริยาใน Clause of time จะต้องเป็น Present Tense
 

        6).  มักใช้ Past Tense แทนที่จะใช้ Past Perfect Tense

                ไม่ใช้ :  The train left the station before we reached.
                ใช้     :  The train had left the station before we reached.
                            รถไฟออกสถานีไปแล้วก่อนที่พวกเราจะมาถึง

                ไม่ใช้ :  Wittaya shut window before he left the house.
                ใช้     :  Wittaya had shut window before he left the house.
                            วิทยาปิดหน้าต่างก่อนที่เขาจะออกจากบ้านไป

          คำอธิบาย : เหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่ในอดีตที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นก่อนต้องใช้ Past Perfect Tense
                                  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาใช้ Past Simple Tense

        7).  มักใช้ Continuous Tense กับเหตุการณ์ที่เป็นปรกตินิสัย เช่น

                ไม่ใช้ :  Last year, I was walking to school everyday.
                ใช้     :  Last year, I walked to school everyday.
                            เมื่อปีที่แล้วผมเดินไปโรงเรียนทุกวัน

          คำอธิบาย : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปรกตินิสัย ไม่ว่าจะ Present หรือ Past จะต้องเลือกใช้ Simple Tense เท่านั้น
                                  ห้ามใช้ Continuous Tense

        8).  มักจะใช้คำ understand, know, believe, like, love ในรูปของ Continuous Tense

                ไม่ใช้ :  I am understanding the lesson now.
                ใช้     :  I understand the lesson now.
                            ผมเข้าใจบทเรียน

          คำอธิบาย : คำจำพวก understand, know, believe, like, love, belong, prefer, consist, hear จะไม่ใช้รูป Continuous
 

        9).  มักใช้ Simple Present Tense กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น

                ไม่ใช้ :  Look! Two boys fight.
                ใช้     :  Look!  Two boys are fighting.
                            ดูซี! เด็กชายสองคนนั้นกำลังต่อสู้กัน

                ไม่ใช้ : The sun shines now.
                ใช้     : The sun is shining now.
                            พระอาทิตย์กำลังส่องแสง

          คำอธิบาย : เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่จะต้องใช้ Present Continuous Tense เสมอ
 

        10).  มักจะ since กับ Tense ผิด

                ไม่ใช้ :  Our family live in Chiang Mai since 1965.
                ใช้     :  Our family has lived in Chiang Mai since 1965.
                            ครอบครัวของเราอาศัยอยู่เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ( ปัจจุบันก็ยังอยู่ )

          คำอธิบาย : ถ้าในประโยคมี since ประโยคนั้นจะต้องเป็น Present Perfect เสมอ
 
 

                                                                                                                                                                                            14            15            16